อาหารเช้ากำหนดชะตา…ขา!!

ลูกชาย : พ่อครับๆ
พ่อ : ตื่นแล้ว แต่หน้าตายังทรุดโทรม นึกว่าเป็นญาติผู้ใหญ่หลินปิงมาเยือน
ลูกชาย : งานหนักนอนดึกครับ ว่าแต่พ่อยังไม่กินข้าวหรอครับ
พ่อ : ยังไม่หิว เลยยังไม่กินคับ
ลูกชาย : ไม่ได้นะพ่อ ต้องรีบทานเดี๋ยวจะเลยเวลา
พ่อ : เลยเวลา ?
ลูกชาย : ในหนังสือนาฬิกาชีวิตเค้าบอกว่าอาหารเช้าไม่ควรทานเกิน 9 โมงเช้า เพราะเป็นเวลาของกระเพาะอาหาร ถ้าไม่ทานก็จะ…เอ่อ อืม อ่า..  
พ่อ : ไม่เป็นไรๆ ก็ว่าตามหนังสือแล้วกัน เดี๋ยวไปหามาทาน ว่าแต่ทำไมพ่อไม่เคยเห็นลูกกินข้าวเช้าเลยล่ะครับ
ลูกชาย : กระเพาะผมยังแข็งแรงไงคับ กาแฟแก้วเดียวกับขนมปังหน้าออฟฟิศ ก็เหลือเฟือ

สุทสฺสํ วชฺชมญฺเญสํ อตฺตโน ปน ทุทฺทสํ หมายถึงความผิดของผู้อื่นเห็นง่าย ความผิดของตนเห็นยาก

มีคนไข้หลายๆท่านพาพ่อแม่เข้ามาปรึกษาปัญหาสุขภาพ อายุเฉลี่ยของคนไข้สูงอายุ ประมาณ 55 – 70 ปี มีอาการ ปวดหลัง ปวดเข่า ปวดเอว ปัสสาวะบ่อยๆ นอนไม่หลับ ตาฝ้า ท้องผูก ลมในท้องมาก และโรคอื่นๆอีกมากมาย แต่สิ่งที่ผมมักจะได้ยินจากปากของคนไข้สูงอาย ที่เข้ามาปรึกษา ก็คือ “โรคคนแก่น่ะหมอ ปลงเสียแล้ว กินยามาเยอะ ลูกอยากให้มาก็เลยมา” แล้วจึงส่งสายตามาที่ผม จากนั้นก็กวาดสายตาไปที่ลูกๆหลานๆที่คะยั้นคะยอพามาเจ้าคนนี้ดีกว่าหมอ(หมายถึงหลาน) “วันๆไม่กินข้าว นั่งเล่นแต่คอมพิวเตอร์ เรียกให้กินข้าวก็ไม่กิน นอนก็ดึก ส่วนลูกก็เครียดกับงานเกินไปหาแต่เงิน อาหารเช้าไม่เคยทาน ไม่ยอมพักผ่อนกลับบ้านดึกๆ เตือนเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง” ลูกหลานของคนไข้บางท่านไม่ยอมให้เสียท่าถูกว่ากล่าวฝ่ายเดียวก็มี การโต้กลับบ้างสรุปได้ว่าที่ส่งสายตามาที่ผมเพื่อค้นหาแนวร่วมนั่นเอง(นั่งอยู่เฉยๆก็เป็นแนวร่วมได้)บางคราวก็บอกกัน เอ็ดกันเป็นเรื่องขำขัน แต่บางคราวกลายเป็นเรื่องใหญ่โต ถึงกับร้องห่มร้องไห้ เพราะน้อยใจที่คิดว่าลูกๆไม่รัก บางหนลูกหลานน้อยใจ หน้าหงิกงอไปเลยก็มีให้เห็น จากเป็นหมอเลยต้องกลายเป็นกรรมการแทน อันที่จริงทุกคนมีข้อผิดพลาดด้วยกันทั้งนั้นไม่มีใครประพฤติปฏิบัติตัวถูกต้องตลอดเวลา ปัญหาอยู่ที่เราจะยอมรับข้อผิดพลาดของตัวเองแล้วนำมาเปลี่ยนแปลงหรือไม่

การอดอาหารเช้า เป็นพฤติกรรมสร้างโรคของผู้คนในยุคปัจจุบัน สังคมที่เร่งรีบมักจะละเลยไม่ให้ความสำคัญ ปัจจุบันหลายบ้าน หลายออฟฟิศ มักจะทานกาแฟและขนมปังตามกระแสวัฒนธรรมตะวันตก
อยากให้ลองระลึกความหลังคิดถึงเมื่อเรายังเป็นเด็กนักเรียน ต้องทานข้าวเช้าทุกวัน แต่โดนสับเปลี่ยนเป็นกาแฟ ขนมปัง โดยที่เราแทบจะไม่รู้ตัว ทั้งๆที่ราคาสูงกว่าและประโยชน์ที่ได้ต่างจากข้าวแกง พะแนงไข่ดาว ข้าวกระเพราไก่ไข่เจียว ผัดผักรวมมิตร แกงมะระยัดไส้หมู คิดไปก็หิวไป อาหารเช้าเหล่านี้ จะถูกน้ำย่อยในกระเพาะอาหารที่เป็นกรดย่อย จนขนาดเล็กลง และดูดซึมสารอาหารเข้าสู่กระแสเลือด สร้างพลังงานให้เราทั้งวันขอย้ำอีกครั้งนะครับว่าทั้งวัน การันตีโดยพระสายปฏิบัติทั่วประเทศท่านฉันมื้อเดียวก็อยู่ได้ทั้งวันแถมยังต้องใช้แรงเดินทางไกลบิณฑบาต ไม่ได้นั่งขยับแค่นิ้วมือเหมือนคนเมืองเสียด้วย

การทานอาหารเช้านั้นควรทานช่วงเวลา 7:00 – 9:00 น. เป็นช่วงเวลา 2 ชั่วโมง อันมีค่าในการย่อยอาหารของร่างกาย เพราะเป็นเวลาของลมปราณกระเพาะอาหารตามนาฬิกาชีวิต ใครที่ไม่ค่อยทานอาหารเช้า หรือ ชอบทานอาหารแบบรวบยอดทีเดียวตอนเที่ยง สังเกตได้ว่าริมฝีปากจะไม่ค่อยมีสีเพราะเม็ดเลือดน้อย ลิ้นไม่มีเลือดฝาด ริมฝีปากบนแห้ง ง่วงนอนง่าย ออกกำลังกายแล้วมึนศีรษะ และมีอาการอยากทานกาแฟหรือของหวานเพราะขาดพลังงาน ต้องใช้ตัวช่วย บางท่านก็ติดกาแฟไปเลยทานกันแก้วต่อแก้ว

เราสามารถสังเกตสัญญาณเตือนว่าช่วงนี้ไม่ค่อยทานอาหารเช้าได้ง่ายๆด้วยตัวเอง จากทางเดินเส้นลมปราณกระเพาะอาหาร คือ ตึงเส้นสันหน้าแข้งด้านนอกจนถึงข้อเท้าด้านหน้า ทำให้มีอาการปวดเมื่อยขาบ่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อยข้อเท้าเวลาขับรถ ซึ่งต้องเหยียบคันเร่งและเบรคสลับกันไป สำหรับผู้สูงอายุก็จะมีอาการยอดฮิตคือปวดตึงเข่า(เจ็บเข่า) ทำให้ก้าวขาขึ้นบันไดลำบาก เพราะกว่าจะก้าวได้แต่ละขั้นบันไดช่างยากเย็น นี่ล่ะครับเราถึงบอกว่า “อาหารเช้ากำหนดชะตาขา” ของเราได้ – โดย หมอแดง-หมอนัท ดิ อโรคยา www.the-arokaya.com

THAInow Related Posts:

Share
This entry was posted in ทั่วไป. Bookmark the permalink.

Comments are closed.